Image

จัดบ้านจัดใจหลังภัยพิบัติ

Holistic

เรื่อง : ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์
ภาพประกอบ : zembe

ภัยพิบัติครั้งใหญ่มักนำมาซึ่งความสูญเสีย ภาพที่เราเห็นในมหาอุทกภัยภาคกลางเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อปี ๒๕๖๗ และที่หาดใหญ่เมื่อเร็ว ๆ นี้ คือสิ่งของเครื่องใช้ที่เสียหายจากน้ำท่วมกลายเป็นขยะกองมหึมา แค่เห็นก็รู้สึกท้อใจและสิ้นหวังเมื่อคิดว่าจะหาของใหม่มาแทนได้อย่างไร

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) แนะนำหลักการจัดการสิ่งของหลังน้ำท่วมว่า ควรกำจัดของที่เปียกน้ำหรือปนเปื้อนเชื้อราที่ไม่อาจทำความสะอาดและทำให้แห้งได้อย่างปลอดภัย เช่น ฟูก โซฟา กระดาษ จากนั้นแยกออกเป็นสามกอง คือ “เก็บ กู้ ปล่อย” หมายถึง “เก็บ” สิ่งของที่จำเป็นต่อชีวิต ทนทาน ใช้ได้จริง ยืดหยุ่นต่อเหตุฉุกเฉิน “กู้” ของที่ซ่อมแล้วคุ้มค่าและปลอดภัย โดยส่งร้านหรือผู้เชี่ยวชาญซ่อม และ “ปล่อย” สิ่งของที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ, ไม่จำเป็น, ทดแทนง่าย, แต่กินพื้นที่บ้านหรือพื้นที่ทางใจ

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด “น้อยแต่มาก” หรือมินิมอล ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก ดังที่ มาริเอะ คนโดะ
(Marie Kondo) นักเขียนที่โด่งดังจาก หนังสือ ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านแค่ครั้งเดียว แนะนำให้คัดของจากคุณค่าทางใจที่แท้จริงและเปลี่ยนการจัดบ้านให้เป็นการตัดสินด้วยสิ่งที่คู่ควรกับชีวิตในปัจจุบัน ไม่ใช่อดีต 

ส่วน The Minimalists สื่อที่รณรงค์เรื่องมินิมอลแนะนำให้นำแนวคิดนี้เยียวยาและจัดระบบบ้าน “หลังภัยพิบัติ” เพราะการใช้ชีวิตแบบมินิมอลคือเครื่องมือที่ช่วยลดความทุกข์จากการ “ต้องมีของให้ครบแบบเดิม” และปรับมุมมองการใช้ชีวิตบนพื้นฐาน “พอเพียงและเท่าที่จำเป็น” โดยไม่รู้สึกขาดแคลน

ในเชิงโครงสร้าง การฟื้นฟูภัยพิบัติขนาดใหญ่ทั่วโลกสนับสนุนให้ใช้แนวคิดมินิมอลสร้าง “สิ่งใหม่” ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ แทนการฟื้นฟูให้ทุกสิ่งทุกอย่าง “กลับไปเป็นเหมือนเดิม” หนังสือ การฟื้นฟูบ้านแบบยั่งยืน : การออกแบบบ้านที่ฟื้นคืนได้ภายหลังภัยพิบัติ (Sustainable Housing Reconstruction : Designing resilient housing after natural disasters) ได้รวบรวมกรณีศึกษาหลังภัยพิบัติจากหลายประเทศ ทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ น้ำท่วม และไซโคลน พบว่าการสร้างบ้านหลังภัยพิบัติควรเป็นโอกาสฟื้นฟูชุมชน สร้างที่อยู่ที่แข็งแรงและยืดหยุ่น รวมโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกให้ยั่งยืนกว่าเดิม

เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อปี ๒๕๕๔ บ้านและอาคารเสียหายหนักกว่า ๑ แสนหลัง จากนั้นมีการออกแบบบ้านสมัยใหม่ที่ต้านแรงสั่นสะเทือนดีขึ้น ขนาดเล็ก ใช้วัสดุยืดหยุ่น และซ่อมง่าย  ส่วนเหตุการณ์สึนามิที่เมืองอิชิโนมากิเมื่อปี ๒๕๕๔ ทำให้เมืองเสียหายจากน้ำท่วม บ้านพัง กระแสน้ำพัดของใช้หายหมด มีการสร้างบ้านใหม่แบบเล็กลง เรียบง่ายขึ้น และพร้อมอพยพ นอกจากนี้ยังเน้นความเป็นชุมชนและพื้นที่แบ่งปัน เช่น ครัวกลางและศูนย์ฟื้นฟูเมืองที่เน้น “แบ่งปันก่อนซื้อ” ซึ่งถือเป็นต้นแบบการสร้างชุมชนใหม่ของญี่ปุ่น 

เช่นเดียวกับแนวคิดของกลุ่มองค์กร Habitat for Humanity ที่ช่วยฟื้นฟูเมืองจากแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติในปี ๒๕๔๓ และอีกหลายประเทศ ซึ่งมุ่งสร้างชีวิตใหม่แก่ผู้ประสบภัยด้วยการออกแบบบ้านที่พึ่งพิงภายนอกน้อยลง ใช้ต้นทุนต่ำ ใช้วัสดุในท้องถิ่น และลดการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยออกแบบบ้านเพื่อให้เก็บของ “เท่าที่ใช้” ไม่ใช่ “เท่าที่เก็บได้” รวมทั้งสร้างพื้นที่ใช้ร่วมกัน เช่น โรงเก็บของ โรงครัว หอประชุม 

จากตัวอย่างข้างต้นพบว่าการฟื้นฟูหลังภัยพิบัติควรคำนึงถึงความยืดหยุ่น ความปลอดภัย และความยั่งยืน ด้วยการออกแบบบ้านและพื้นที่ให้สามารถอยู่ได้แม้เกิดภัยซ้ำ พร้อมลดภาระในการเก็บ ซ่อม และฟื้นฟู แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการฟื้นฟูใจและปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ต่อการใช้ชีวิต

จัดบ้านหลังภัยพิบัติแบบมินิมอล

หลังว่างเว้นจากสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะหน้า นี่คือแนวทางที่จะช่วยให้ออกแบบชีวิตใหม่...ทั้งสิ่งของและจิตใจ

คัดของ
• ถ้า ๖ เดือน-๑ ปีไม่ได้ใช้ ให้คิดว่า “จะเก็บทำไม”
• ถ้าปนเปื้อนและกู้เองไม่ได้อย่างปลอดภัย “ยอมปล่อย”
• ถ้าซื้อซ้ำได้ง่าย ราคาไม่สูง และไม่จำเป็นตอนฉุกเฉิน “ไม่ต้องสะสม”

จัดระบบ
• ของทุกชิ้นต้องมี “บ้าน” ของตัวเอง ทำได้โดยจัดหมวดหมู่ ติดป้ายชัดเจน และเคลื่อนย้ายง่าย
• ใช้ที่เก็บของที่กันความชื้น กันน้ำ ปิดสนิท เช่น กล่องพลาสติก 
• ทำกล่องฉุกเฉินที่ประกอบด้วยเอกสารสำคัญ ยา powerbank ชุดยังชีพ

ปรับทัศนคติ
• เปลี่ยนมุมมองจากสิ่งของ “ต้องมี” เพื่อสะสม เป็นเพื่อใช้/เพื่อรอด
• จากมีไว้ก่อน “เผื่อได้ใช้” เป็นต้องได้ใช้จริง หรือช่วยให้ชีวิต/บ้านฟื้นเร็วขึ้น
• จากของใหม่คือของที่ดีที่สุด เป็นของที่ซ่อมได้ หรือแบ่งปันได้ คือของที่มี “คุณค่า” ที่สุด
• “เก็บ” เพราะเสียดายอดีต “ปล่อย” เพื่อใช้ชีวิตกับปัจจุบันแทน
• “บ้านโล่ง” มีค่าเท่ากับ “เวลา” ที่ได้คืนกลับ ไม่ต้องเป็นภาระดูแลของส่วนเกิน
• “ปล่อยของ” เท่ากับปล่อยความกลัวว่าจะไม่มี และ “ปล่อยความเสียดาย”