Image

ท้ายครัว

เรื่องและภาพ : กฤช เหลือลมัย

ครูโบราณคดีหลายคนมักแนะให้ลูกศิษย์สังเกตร่องรอยบางอย่างในแหล่งขุดค้นและตัวโบราณสถาน ซึ่งบางครั้งก็เป็นของพื้นๆ ธรรมดาๆ แต่ครั้นถูกทำให้เห็นเข้าครั้งหนึ่งแล้ว ต่อไปก็จะเห็นสิ่งนั้นไปตลอดกาล

Image

ที่ผมเห็นจนจำได้ แล้วเลยต้องสอดส่ายสายตามองหาทุกครั้งเมื่อได้ไปดูโบราณสถานสมัยทวารวดี คือตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมา ก็คือรอยประทับแกลบข้าวในก้อนอิฐที่เขาใช้สร้างอาคารโบราณสถาน...เวลาคนจะเผาอิฐ เขาต้องใส่วัตถุอินทรีย์บางอย่างในส่วนผสมดินเหนียว กันไม่ให้อิฐแตกหักเมื่อถูกความร้อนสูงๆ แล้วเปลือกเมล็ดข้าว หรือแกลบข้าวนี้ก็เป็นตัวเลือกอันหนึ่ง มันทั้งบอกโดยอ้อมว่า สมัยสร้างอาคารนั้นๆ คงต้องมีข้าวพอกินกันแล้ว ถึงมีแกลบเยอะจนเอามาใส่ผสมอิฐได้ และทั้งชักชวนให้เราสงสัยต่อไปว่า คนสมัยนั้นกินข้าวอะไรแบบไหนกันหนอ...

Image

ผมได้ไปอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพที่เพชรบูรณ์บ่อย เลยชอบไปนั่งดูแกลบข้าวในก้อนอิฐบนลาน หน้าปรางค์สองพี่น้อง มันมีทั้งแกลบข้าวเมล็ดป้อมและเมล็ดยาวนะครับ แต่เมล็ดป้อมเยอะกว่า จนน่าจะพูดได้ว่า คนโบราณสมัยนั้นกินข้าวเมล็ดป้อมๆ กันเป็นส่วนใหญ่

Image

...ว่าแต่มันเป็นข้าวพันธุ์ไหน? คงยังไม่มีเทคโนโลยีอะไรสืบได้ในเวลานี้นะครับ แต่เราพอจะจินตนาการจากคำบอกเล่าได้...คนเฒ่าคนแก่แถบเมืองศรีเทพเล่าว่า แต่ก่อน มีพันธุ์ข้าวพื้นบ้านชนิดหนึ่งซึ่งเคยปลูกกัน แต่เดี๋ยวนี้เลิกปลูกแล้ว คือข้าว “หอมดง” เป็นข้าวเจ้าเมล็ดป้อม เปลือกสีเหลือง เมล็ดสีขาว หุงแล้วเนื้อหนึบนุ่ม มีกลิ่นหอมสมชื่อ

Image

อย่างไรก็ดีมีคนเก็บพันธุ์ข้าวหอมดงไว้แล้วปลูกลงแปลงไว้บ้างในนาแถบวังน้ำเขียว เมืองโคราช เมื่อผมทดลองเอากลับมาปลูกในถิ่นเก่า คืออำเภอศรีเทพ ก็ให้ผลผลิตดี คุณสมบัติความนุ่ม กลิ่นหอม กินอร่อย ยังคงเดิมทุกประการ

คงจะดีนะครับ ถ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสักจะรื้อฟื้นปลูกข้าวหอมดงอีกครั้ง ความอร่อยเฉพาะถิ่นหม้อนี้ยังชวนให้เราจินตนาการไปถึงข้าวเมล็ดป้อมในประวัติศาสตร์สมัยพันปีก่อน ที่ยังหลงเหลือร่องรอยอยู่บนลานโบราณสถานซึ่งเราเดินเหยียบย่ำอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์มรดกโลกหมาดๆ เมื่อ ๒ ปีก่อน

Image

ลองนึกถึงการหุงข้าวหอมดงผสมข้าวฟ่างหางกระรอก ซึ่งนักโบราณคดีพบร่องรอยว่าเป็นอาหารของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์แถบลุ่มน้ำลพบุรี-ป่าสักมาแต่เดิมสิครับ

มันคือการกลับสู่อดีตที่กินได้ชัดๆ เลย...