Image

Image

Hidden (in) Museum

เรื่อง : สุชาดา ลิมป์
ภาพ : บันสิทธิ์ บุณยะรัตเวช

ห่างวัดพนัญเชิงวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สักกิโลเมตรคือหมู่บ้านญี่ปุ่น

ทันทีที่เข้าเขตรั้วจะถูกดึงดูดด้วย “โทริอิ” เสาประตูสีแดงสดที่มักตั้งตามศาลเจ้าชินโต ที่นี่จึงตั้ง “โฮโคระ” ศาลเจ้าชินโตขนาดเล็กซึ่งปรกติจะอยู่ทางเข้าหมู่บ้าน แยกถนน พื้นที่เพาะปลูก ให้ผู้นับถือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ในพื้นที่นี้ปรับเป็นศาล “ยามาดะ นางามาซะ” ซามูไรชาวญี่ปุ่นที่ได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยกรุงศรีอยุธยาด้วยบรรดาศักดิ์
“ออกญาเสนาภิมุข” หน้าศาลมีจำลอง “โชซึยะ” บ่อน้ำมีกระบวยให้ตักล้างมือก่อนเข้าศาล ใกล้กันมีซุ้มแขวน “เอมะ” แผ่นป้ายไม้ขอบคุณ-ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาล นักท่องเที่ยวหาซื้อจากร้านค้าของหมู่บ้านมาเขียนขอพรได้ (นิยมขอเรื่องเรียน สอบ และให้ได้งานที่ทำแล้วมีความสุข) หรือเช่าชุดยูกาตะและกิโมโนมาสวมถ่ายภาพบันทึกความทรงจำ

Image

Image

หากสนใจความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับญี่ปุ่นอันนำมาสู่การตั้งชุมชนสามารถชมนิทรรศการในอาคาร “ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา” นำเสนอในรูปแบบสามภาษา ไทย-ญี่ปุ่น-อังกฤษ ความสุโก้ยยังอยู่ที่ให้ผู้เยี่ยมชมได้ใกล้ชิดประวัติศาสตร์แบบเสมือนจริงด้วยเทคโนโลยี Virtual Reality Street Museum โดยทำ historical theater ใช้กราฟิกจำลองหมู่บ้านให้เห็นชีวิตชีวาของย่านที่มีชาวญี่ปุ่นอาศัยพันกว่าราย ทั้งพ่อค้าสำเภาซามูไร และชาวญี่ปุ่นผู้นับถือคริสต์ที่อพยพจากแดนอาทิตย์อุทัยด้วยปัญหาถูกกวาดล้างจากรัฐบาลโชกุน เวลานั้นกรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาวะพ่ายทางทหารแก่จักรวรรดิตองอู (พม่า) จึงหวังจ้างซามูไรที่เชี่ยวชาญการรบและชาวญี่ปุ่นผู้นับถือคริสต์เป็นทหารรับจ้างทดแทนกองกำลังทหารปืนชาวโปรตุเกสซึ่งฝ่ายตองอูก็จ้างกองกำลังทหารโปรตุเกสเช่นกัน เมื่อประโยชน์ลงตัวหมู่บ้านญี่ปุ่นจึงตั้งขึ้นฝั่งตะวันออก ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ตอนใต้ของเกาะเมือง ตรงข้ามหมู่บ้านโปรตุเกสฝั่งตะวันตกของแม่น้ำซึ่งนับถือคริสต์เหมือนกันและมีมิชชันนารีชาวโปรตุเกสประกอบพิธีศักดิ์สิทธิ์

Image

ในอาคารมีภาพวาดเรือสำเภาสยามและสิ่งจัดแสดงประดามี อย่างไหสังคโลก สมุนไพร หนังสัตว์ ผ้าบิงกะตะ ฯลฯ ซึ่งสะท้อนสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่เคยเฟื่องฟูสมัยอยุธยา มีชุดเกราะซามูไรในสภาพสมบูรณ์ทั้ง “โยโรอิ” เสื้อหุ้มเกราะ
และ “คะบุโทะ” หมวกนักรบ เสริมให้บรรยากาศนิทรรศการยิ่งน่าทึ่ง

รั้วเดียวกันมีอีกอาคารจัดแสดง
หุ่นขี้ผึ้ง “มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (ท้าวทองกีบม้า)” สตรีเชื้อสายญี่ปุ่น-โปรตุเกส (พ่อเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-โปรตุเกส แม่เป็นชาวญี่ปุ่น ทั้งคู่นับถือคริสต์จึงอพยพสู่หมู่บ้านโปรตุเกสในอยุธยาเพราะถูกกีดกันด้านศาสนา) เธอมีชื่อเสียงด้านศิลปะการทำขนม ได้รับตำแหน่งวิเสทในห้องเครื่องแห่งราชสำนักสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ ลือกันว่าพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง หรือขนมตระกูลทองทั้งหลายล้วนมีต้นทางจากฝีมือเธอรูปปั้นจึงอยู่ในอิริยาบถทำขนมในครัว

Image

แม้บ้านญี่ปุ่นที่อยุธยาจะถูกทำลายนับแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองชาวญี่ปุ่นจึงพากันอพยพออกจากอยุธยาจนท้ายสุดเหลือเพียงเรื่องเล่า แต่วัฒนธรรมหลายสิ่งยังคงได้รับการบันทึก-จัดแสดง หนึ่งในนั้นคือ “อาวาโมริ” เหล้ากลั่นของดีอันดับ ๑ จากชาวโอกินาวะ ครั้นมาอยู่หมู่บ้านญี่ปุ่นในอยุธยา ชาวญี่ปุ่นไม่เพียงใช้ข้าวสยามเป็นวัตถุดิบหมักก่อนนําไปกลั่น ว่ากันว่าหากบรรจุใส่ไหปั้นมือของคนสยามชาวญี่ปุ่นจะยิ่งชอบเพราะเสริมให้เหล้ามีกลิ่นหอม และให้ความรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติกว่าเครื่องถ้วยที่สวยสมบูรณ์ของจีน

ซุกอยู่ตรงไหนของพิพิธภัณฑ์...ต้องมาดู  

หมู่บ้านญี่ปุ่น
๒๕/๓ ตำบลเกาะเรียน อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๐๐๐  

ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ ๕๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท  

เปิดทุกวัน เวลา ๐๙.๓๐-๑๗.๐๐ น. โทร. ๐-๓๕๒๕-๙๘๖๗