หลังคืนน้ำค้างพรม ปุยฝ้ายใยขาวเริ่มฟูฟ่อง เมื่อต้องแสงแดดอุ่นในหมู่บ้านนาหนองบง จังหวัดเลย ชุมชนที่ต่อต้านการทำเหมืองแร่ทองคำมาร่วม ๑๐ ปี ฝ้ายและการทอผ้าถูกนำกลับมาเป็นกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูเยียวยาบาดแผลหลากมิติจากการต่อสู้
ตำหูกฟื้นฟูภูเขา
ศิลปะผ้าทอกับเหมืองแร่ทองคำร้าง
เรื่อง : บำเพ็ญ ไชยรักษ์
ภาพ : เริงฤทธิ์ คงเมือง
บ่ายคล้อยใกล้ค่ำ ตะวันค่อย ๆ ราแสงลงเหนือริ้วเขาที่สลับซับซ้อนของเทือกเขารอยต่อระหว่างภาคเหนือและภาคอีสาน
อากาศอ้าว ชื้นฝน ภูกระดึง ภูหอ ภูหลวง ภูเรือ ล้วนเป็นภูเขาลือชื่อในดินแดนแห่ง “ทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม” จังหวัดเลย
ภูซำป่าบอน ภูเขาลูกเล็กลดหลั่นจากภูหลวง ล้อมรอบหมู่บ้านในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย บรรดานักเรียนทอผ้าหน้าใหม่ที่เพิ่งมีผลงานผ้าทอ ๑๐ เมตรแรกในชีวิต นำผู้มาเยือนชมศิลปะในผ้าทอ ผลงานของ “โรงเรียนทอผ้าฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติชุมชน” ซึ่งตั้งขึ้นโดย “กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิด” กลุ่มประชาชนผู้สู้กับเหมืองแร่ทองคำมาร่วม ๒๐ ปี เพื่อ “ปิดเหมืองถาวรฟื้นฟูภูเขาคืนมา”
การต่อสู้นี้เริ่มขึ้นหลังกระทรวงอุตสาหกรรมให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำแก่บริษัททุ่งคำ จำกัด เพื่อทำเหมืองแบบเปิดในพื้นที่ ๑,๒๘๘ ไร่ เมื่อปี ๒๕๔๕ เสียงระเบิดภูเขาเปิดเหมืองดังสนั่น
“ตอนมาทำเหมืองอ้างอำนาจกฎหมาย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม พอเหมืองก่อมลพิษกระจายออกมาปนเปื้อนไร่นา ทำคนเจ็บป่วย กลับนิ่งเฉย”
โรงงานถลุงแร่ทองคำถูกรื้อขายภายหลังบริษัททุ่งคำแพ้คดีก่อนที่บริษัทจะแจ้งล้มละลายในเวลาต่อมา ขณะที่มลพิษจากการทำเหมืองจำนวนมากยังคงตกค้างในพื้นที่ชุมชน
หลังได้รับชัยชนะจากการต่อสู้เรียกร้อง กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดเริ่มงานการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ รวมทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยการปลูกฝ้ายและทอผ้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมฟื้นฟูเยียวยาบาดแผลจากการต่อสู้
เสียงระเบิดยิ่งดังเท่าไร การต่อสู้ก็ทวีความเข้มข้นเท่านั้น ชาวชุมชนใช้วิธีการต่อสู้มากมาย ตั้งแต่เขียนหนังสือร้องเรียน ยื่นหนังสือคัดค้าน ติดป้ายคัดค้าน ชุมนุม ประท้วง ทำบุญภูเขา ร้องเพลง เล่นละคร สร้างกำแพงป้อมค่ายอยู่ยามเฝ้าทางเข้าออกหมู่บ้านตลอด ๒๔ ชั่วโมง ประชุมเจรจาต่อรอง ฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล หรือกระทั่งนอนขวางรถบรรทุกไม่ให้ผ่าน แม้ถูกทำร้ายร่างกาย ข่มขู่เอาชีวิต และถูกฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปิดปากกว่า ๒๗ คดี จนต้องไปศาลบ่อยกว่าไปทำมาหากินในไร่นา
“ตำหูกสู้เหมือง” หรือทอผ้าเพื่อสู้กับเหมืองแร่ คือปฏิบัติการหนึ่งในการ “ต่อสู้” ของชุมชนหกหมู่บ้านรอบเหมืองแร่ทองคำ
“คนทอได้ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งให้กลุ่มไปสู้” แหลม ไชยจำเริญ หรือแม่ยายวัน ในวัย ๗๒ ปี บอกว่าตนเริ่มต่อสู้ตั้งแต่อายุ ๕๐ ต้น ๆ การ “ตำหูกสู้เหมือง” เป็นวิธีที่ตนและยายแก่แม่เฒ่าในหมู่บ้าน ผู้ซึ่งส่วนใหญ่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่เชี่ยวชาญในการเข็นฝ้ายทอผ้าใช้ร่วมต่อสู้ บางหมู่บ้านมีกี่ทอผ้ารวม ใครว่างตอนไหนก็มาทอผ้า เป็นผ้าทอสามัคคีที่ในทุกเส้นฝ้ายคือเจตจำนงปกป้องภูเขาที่พวกเขาทำพิธีกราบไหว้บูชาด้วยเชื่อว่าภูเขาแต่ละลูกมีวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สิงสถิต
“ตื่นมาหิ้วติ๊บข้าวไปแล้ว...ไปอยู่ยามเฝ้า บ่ให้เหมืองเข้ามา” แม่ยายวันเล่าถึงภารกิจตลอดระยะเวลาร่วม ๒ ทศวรรษ หิ้วกระติ๊บข้าวไปเฝ้ายาม ไม่ให้เหมืองแร่ขนสารเคมีเข้ามาในหมู่บ้าน วันไหนไม่ได้ไปเฝ้ายามก็ไป “ตำหูกสู้เหมือง”
คราม เบือก และเปลือกไม้ วัตถุดิบและภูมิปัญญาท้องถิ่น ช่วยสร้างสีสันและส่งต่อองค์ความรู้ให้คนรุ่นใหม่
นักเรียนโรงเรียนทอผ้ามุ่งมั่นและตื่นเต้นไปกับการเรียนรู้ และทดลองเทคนิคการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติขั้นสูง จนกลายเป็นลวดลายศิลปะบนผ้าทอ
บัดนี้เหมืองปิดไปแล้ว แต่ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อฟื้นฟู หน่วยงานรัฐยังนิ่งราวกับลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งเคยอ้างอำนาจ กฎหมาย มาตรฐาน เทคโนโลยี เพื่ออำนวยให้เปิดเหมืองแร่บนยอดเขา “พื้นที่ต้นน้ำหรือแหล่งน้ำซับซึม” ที่มีความเสี่ยงต่อการกระจายมลพิษสูง
พื้นที่เหมืองร้างที่เคยเป็นบ่อเก็บกากแร่ กองหินทิ้ง และขุมเหมือง ยังคงทิ้งมลพิษ ไม่มีการจัดการ หลังบริษัทชิงล้มละลาย ขณะที่ศาลจังหวัดเลยมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ ตามที่ประชาชนกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ๖ หมู่บ้าน จำนวน ๑๖๕ คน ยื่นฟ้องบริษัททุ่งคำ จำกัด ว่าละเมิดต่อกฎหมาย พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ และ พ.ร.บ. การสาธารณสุข หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ฟ้องฟื้นฟู”
ศาลระบุว่า “ให้ดำเนินการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยให้กลับสู่สภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี เป็นไปตามเกณฑ์ที่ราชการกำหนด ทั้งน้ำและดิน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม...”๑
ในคำพิพากษายังระบุว่า “ภูซำป่าบอนและภูทับฟ้ากลายเป็นขุมเหมืองร้าง น้ำในขุมเหมืองปนเปื้อนสารพิษและมีสภาพเป็นกรด บริเวณโดยรอบมีกองหินทิ้งขนาดมหึมา และมีบ่อน้ำเสียปนเปื้อนไซยาไนด์เก็บไว้บริเวณบ่อเก็บกักกากแร่ และสารพิษจำนวนมากที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ และรั่วไหล...แพร่กระจายออกจากแหล่งกำเนิดมลพิษ...เป็นการกระทำละเมิดอันเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมาย ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย และทรัพย์สินเสียหาย ขาดประโยชน์ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืนจึงต้องชดใช้ค่าเสียหาย และดำเนินการเยียวยา แก้ไข ฟื้นฟูความเสียหายต่อคน และชุมชน พื้นที่ และแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม...การประกอบกิจการเหมืองแร่ของจำเลยที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นไปตามกฎหมาย...ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม...ผู้ก่อมลพิษจึงมีหน้าที่ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม”๒
เมื่อเอ่ยถึงบทบาทรัฐเรื่องการฟื้นฟู เสียงแม่ยายวันก็หนักแน่นขึ้นว่า “รัฐอนุญาตให้ทำเหมืองบนภูเขาได้ ทำไมจะอนุญาตให้เราปลูกสร้างป่าชุมชนหรือปลูกฝ้ายฟื้นฟูพันธุ์ฝ้ายพื้นเมืองไม่ได้ ตอนมาทำเหมืองอ้างอำนาจกฎหมาย มาตรฐานสิ่งแวดล้อม พอเหมืองก่อมลพิษกระจายออกมาปนเปื้อนไร่นา ทำคนเจ็บป่วย กลับนิ่งเฉย”
๑ คำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ สว.(พ)๑/๒๕๖๑ นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖๕ คน โจทก์ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จำเลย ศาลจังหวัดเลย, ๒๕๖๑
๒ คำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ สว.(พ)๑/๒๕๖๑ นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์ ที่ ๑ กับพวกรวม ๑๖๕ คน โจทก์ บริษัท ทุ่งคำ จำกัด จำเลย ศาลจังหวัดเลย, ๒๕๖๑
เปลือกประดู่ แก่นฝาง ฝักคูน ใบเบือก เป็นวัตถุดิบสร้างสีสันให้ผ้าฝ้าย และเป็นกลุ่มหนึ่งในบรรดาพืชพันธุ์ที่นำมาปลูกบนภูเขายอดกุดของเหมืองทองคำร้าง ขณะที่ผลงานผ้าฝ้ายทอมือของนักเรียนทอผ้าได้รับการจัดแสดงในวันจบหลักสูตรโรงเรียนทอผ้า
แม่เฒ่านักทอผ้าสู้เหมืองแข็งขันจริงจังทั้งน้ำเสียงสีหน้า และประกายตามุ่งมั่น ไม่ลดราวาศอกสักนิดแม้เวลาแห่งการต่อสู้จะยาวนานนักแล้ว แกนนำคนนี้บอกว่าที่ดินบริเวณเหมืองร้างบางส่วนเป็นพื้นที่ป่าสงวน ชุมชนจะช่วยกันปลูกฟื้นฟูป่าคืนมา ส่วนที่ดินเหมืองร้างที่อยู่ในพื้นที่ดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นั้นจะใช้เป็น “พื้นที่ฟื้นฟูพันธุ์ฝ้ายพื้นเมืองจังหวัดเลย”
แม้คำพิพากษาระบุสาเหตุการปนเปื้อนจากกิจการเหมืองแร่ทองคำ แต่ปัจจุบันเหมืองถูกทิ้งร้าง ยังไม่มีการบังคับใช้กฎหมายทำความสะอาดฟื้นฟูเพื่อปกป้องประชาชนจากความเสี่ยง ขณะที่รายงานการปนเปื้อนมลพิษเพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายฟื้นฟูมลพิษเป็นการเฉพาะ แม้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องแต่ก็ง่อยเปลี้ยไร้ความหมาย เมื่อมิได้นำมาบังคับใช้
“เหนื่อยไหม” ผู้มาเยือนถามลอย ๆ ขณะเดินลงจากรถไถพ่วงท้ายที่พาเราปีนไต่ขึ้นมายัง “ภูซำป่าบอน”
“ไม่เหนื่อย” แพง มาดาจันทร์ หรือแม่ยายบิ๊ก ในวัย ๗๒ ปี รีบบอกขณะปีนผ่านยอดกุดและไต่ต่อไปตามขอบแหว่งวิ่นที่มีการกัดเซาะถล่มพังเป็นร่องเป็นคู ก้อนหินผุพังที่ถูกแดดเผามาทั้งวันเริ่มคลายไอร้อน มีกลิ่นฉุนเข้าจมูก ผิวหนังพ้นร่มผ้าเริ่มคันยุบยิบ
“นาแม่อยู่ในร่องห้วยเหล็ก บางจุดดินปนเปื้อนสารหนูเกินมาตรฐานกว่า ๑๑,๐๐๐ เท่า” แม่ยายบิ๊กกล่าว ตามรายงานที่ชี้ว่ามีการปนเปื้อนสารหนูสูงแม้หลังเหมืองปิดไปแล้ว
“หมากค้อส้มต้นนี้เก่ง” แม่ยายบิ๊กชี้ให้ดูต้นตะคร้อที่ยืนต้นอยู่บริเวณปากขุมเหมืองที่ขุดขดลงไปเบื้องล่างวนเป็นก้นหอยลึกเกือบ ๑๐๐ เมตร ก้นขุมมหึมานั้นมีน้ำสีเขียวมรกตดูสวยดี แต่มีภาวะเป็นกรด นิ่งสนิท ไร้สิ่งมีชีวิตอยู่รอด
ผู้มาเยือนในชุดที่ถักทอจากฝ้ายตุ่ยสีน้ำตาลดูละมุนละไม สนใจร่วมเรียนรู้การทอผ้าจากแม่เฒ่านักสู้เหมืองของชุมชน
ภูซำป่าบอนคือภูเขาลูกแรกในชุมชนที่ถูกระเบิดทำเหมืองทองคำ เดิมบนยอดเขามีสภาพเป็น “ซำ” หรือแหล่งน้ำซับที่มีต้นบอนป่าและพืชชุ่มน้ำขึ้นอยู่มาก บัดนี้กลายเป็นภูยอดด้วน แหว่งวิ่น ปนเปื้อน และเงียบงัน แต่ก็เป็นภูเขาลูกแรกที่ชุมชนเริ่มฟื้นฟูหวังกอบกู้คืนมา โดยร่วมกันปลูกต้นไม้ต่อเนื่องมาเป็นปีที่ ๓ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ทำหน้าที่ฟื้นฟูใด ๆ ขณะที่ฝั่งภูทับฟ้ามีขุมเหมืองใหญ่กว่าภูซำป่าบอนอีกสองขุม อีกทั้งมีพื้นที่ปนเปื้อนเข้มข้นกว่าเพราะเป็นที่ทำเหมืองและประกอบโลหกรรมหรือแยกแร่ บนนั้นมีบ่อกากแร่ร้าง กองหินทิ้งสูงกว่าภูเขาจริง อันเป็นต้นเหตุของการรั่วไหลกระจายมลพิษในปัจจุบัน
ชิงชัน มะค่า ยางนา ประดู่ แดง ตะคร้อ มะม่วงป่า มะไฟ ตะแบก ฯลฯ คือพืชพันธุ์ในท้องถิ่นที่หลายครัวเรือนเพาะกล้าแล้วนำขึ้นมาปลูก บางชนิดขอสนับสนุนจากศูนย์เพาะชำกล้าไม้ในท้องถิ่น โรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบล และชุมชนร่วมกันปลูกหวังฟื้นฟูพื้นที่ตาม “แผนการฟื้นฟูเยียวยาการปนเปื้อน เพื่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชุมชน ในพื้นที่เหมืองแร่ทองคำจังหวัดเลย โดยประชาชน” ที่พัฒนาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ ตามเจตจำนงการต่อสู้ “ปิดเหมืองฟื้นฟู”
วันนี้พวกเขาพาผู้มาเยือนปีนขึ้นยอดภูซำป่าบอนเพื่อทดลองปลูกฝ้ายราว ๕๐ ต้น ปลายปีจะเก็บดอกฝ้ายไปทดสอบในห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าในปุยฝ้ายมีสารโลหะหนักหรือสารพิษใดตกค้างหรือไม่ พื้นที่เหล่านี้จะใช้เป็นพื้นที่ฟื้นฟูพันธุ์ฝ้ายได้หรือไม่
นักเรียนและครูวัยใกล้เกษียณของโรงเรียนตำหูกสู้เหมืองนำผลงานออกอวดโฉมพร้อมเล่าที่มาของแรงบันดาลใจในผ้าทอ และเปิดให้มีการแข่งขันประมูลผ้าทอสู้เหมือง
แม่มล สมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดสวมเสื้อคลุมผ้าทอ ปักลายด้วยมือยืนเด่นหน้าเครื่องบดสินแร่ทองคำ (ball mill) ก่อนจะถูกประมูลและเคลื่อนย้ายออกไป “ฟื้นฟูภูเขาคืนมา” แม่มลและกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดประกาศ
“ทอผ้า ฟื้นฟูภูเขา” นุสรา ทะนูศิล อายุ ๔๗ ปี หรือที่คนในหมู่บ้านเรียกว่า “แม่มิ้น” เพราะเธอมีลูกสาวชื่อ “มิ้น” (ต่อไปคนในชุมชนจะเรียกเธอว่า “แม่ยายเมอร์ลิน” ตามชื่อหลานคนแรก)
แม่มิ้นเป็นนักเรียนคนแรกที่ทอผ้าครบ ๑๐ เมตรแรกเสร็จก่อนใคร เธอทอก่อนฟ้าสางราวตี ๔ ตี ๕ ก่อนเริ่มทำงานบ้าน ก่อนไปทำงานในไร่นา หรือเมื่อกลับจากไร่นาตอนบ่าย ก่อนหรือหลังไปกรีดยางในช่วงบ่ายถึงค่ำ เธอบอกว่าโรงเรียนทอผ้าก่อตั้งด้วยความหวังจะฟื้นฟูภูเขาที่ถูกทำลาย ชุมชนที่ขัดแย้งกัน เมื่อทอผ้าคนแวะมาคุยเรื่องผ้า เรื่องปลูกต้นไม้ ปลูกฝ้าย มันดูมีความหวัง
บ่ายวันหนึ่งฝนตกแม่มิ้นไม่ได้ไปกรีดยาง ระหว่างทอผ้าเธอมองเห็นสายรุ้งโค้งเหนือภูเขาสวยงามมาก ผ้าที่กำลังทอเป็นลายทางสีชมพู เขียว บานเย็น เทา สลับกัน เธอจึงตั้งชื่อว่า “ผ้าสายรุ้ง” เพราะเห็นผ้าสวยเหมือนสายรุ้งและอยากเห็นความงดงามในหมู่บ้านเช่นนี้ อยากจะทอความหวังไว้บนผ้าผืนนี้
๕ กรกฎาคม ๒๕๖๘ เป็นวันสำเร็จการเรียนของนักเรียนทอผ้ารุ่นแรกของโรงเรียนทอผ้าฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติชุมชน ที่ริเริ่มขึ้นเพื่อ “ฟื้นฟูภูเขาคืนมา” แม่รจ หรือ ระนอง กองแสน แกนนำกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ผู้ยืนหยัดต่อสู้มาจนปัจจุบัน อีกทั้งเป็นผู้ร่วมริเริ่มก่อตั้งกลุ่มตำหูกสู้เหมืองและโรงเรียนทอผ้าฯ กล่าว
“ปลูกฝ้ายก็ฟื้นฟู เข็นฝ้ายก็ฟื้นฟู ย้อมผ้าก็ฟื้นฟู ทอผ้าก็ฟื้นฟู ปลูกป่าก็ฟื้นฟู ทำบุญภูเขาก็ฟื้นฟู”
นักเรียนโรงเรียนทอผ้าและกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดร่วมบันทึกภาพหลังช่วยกันปลูกฝ้ายและต้นไม้บนพื้นที่เหมืองทองคำร้าง ภูซำป่าบอน
แม่มิ้นนำ “ผ้าสายรุ้ง” ๒ เมตรแรกมาแสดงและเปิดประมูลในงานวันจบหลักสูตรทอผ้าร่วมกันเพื่อนนักเรียนรุ่นแรก มีคนสนใจแข่งกันยกป้ายประมูลจากราคาเริ่มต้นผืนละ ๖๐๐ บาท จบที่ ๒,๓๐๐ บาท ผู้ประมูลนำผ้าไปตัดกระโปรงแบบทันสมัยมาก แล้วส่งภาพกลับมาให้เธอดู ส่วนผ้าที่เหลืออีก ๘ เมตรก็มีคนสนใจสั่งซื้อเพิ่ม ซึ่งสร้างกำลังใจให้เธอทอผ้าผืนอื่น ๆ ต่อมาหลายแบบ
“ต้นไม้ทุกต้นแม่รู้จัก ภูเขาทุกลูกแม่ปีนไปหาหน่อไม้ เวลาเห็นเมฆขาว ๆ ลอยเหมือนเล่นกับยอดเขา มันงามหลาย”
แม่ยายวัน ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนทอผ้าฯ และครูสอนทอผ้า เจ้าของผ้าผืนงามกล่าวความทรงจำถึงภูเขา ขณะที่เดินโชว์ผ้าทอของตัวเองในงานแสดงศิลปะผ้าทอ
“ลายหลุมเหมือง” แม่ยายวันตั้งชื่อผลงาน พร้อมเล่าว่าตอนเหมืองแร่ระเบิดภูเขามาป่นบดทั้งวันทั้งคืนนั้นทำให้ตนนอนไม่หลับ และเมื่อเห็นหลุมเหมืองลึกสุดหยั่ง ยอดเขาแหว่งหาย ก็ยิ่งหวั่นหวิวเจ็บในใจจนบัดนี้
“เอาหยังมาเติมมันจังสิเต็ม” แม่เฒ่าทวนคำถามนี้ตลอดการเล่าเรื่องผ้าลายหลุมเหมือง ซึ่งทอโดยฝ้ายปลูกเอง เข็นมือเอง แล้วนำมามัดหมี่ก่อนย้อมด้วยเปลือกต้นตะคร้อส้ม ทอจนเป็นผืนผ้าสีน้ำตาลอ่อนอมชมพูแวววาว สวยงามละเอียดลออ ด้วยลวดลายมัดหมี่เว้าแหว่งเหมือนหลุมกระจายเต็มผืน เพื่อบันทึกถึงภูเขาที่หายไป
“ปลูกฝ้ายก็ฟื้นฟู เข็นฝ้ายก็ฟื้นฟู ย้อมผ้าก็ฟื้นฟู ทอผ้าก็ฟื้นฟู ปลูกป่าก็ฟื้นฟู ทำบุญภูเขาก็ฟื้นฟู” แม่ยายวันกล่าวถึงความหมายการฟื้นฟูในความรับรู้เข้าใจของตน ผ้าทอของเธอทุกผืนแบ่ง ๕๐ บาทให้กลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดนำมาใช้ในกิจกรรมฟื้นฟูภูเขา เพราะสารพิษในดิน น้ำ ไม่อาจมองเห็นด้วยตา หมอบอกว่าในตัวเธอมีค่าสารหนูสูง ต้องเฝ้าระวังสุขภาพ เหมือนคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านอีกหลายร้อยคนที่หมอเรียกไปตรวจเฝ้าระวัง
ในยุคเริ่มต้นของการต่อสู้เรียกร้อง แม่ยายฟิล์ม หรือ ขันตี นามวงศ์ เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มตำหูกสู้เหมืองนำรายได้ส่วนหนึ่งไปใช้ในกิจกรรมต่อสู้เรียกร้อง ก่อนจะเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งหลังการปิดเหมืองราว ๒ ปี
“จะระวังยังไง มันไม่เห็นเลื้อยมากัดเหมือนงู” แม่ยายวันยังหาเก็บผักในร่องห้วยเหมือนคนอื่น ๆ ยังปลูกข้าว พืชผัก มะเขือ แตงกวา ไม้ผล เพราะมีที่นาอยู่แปลงเดียวปลูกข้าวเลี้ยงทั้งครอบครัว
แม่ยายวันบอกว่าแม้การทอผ้าจะสร้างเติมภูเขาที่หายไปให้กลับมาไม่ได้ แต่การทอผ้าช่วยให้ผู้คนมารวมตัวกัน คุยกันว่าจะฟื้นฟูภูเขาคืนมาได้อย่างไร การฟื้นฟูในความหมายของแม่ยายวันจึงเป็นการริเริ่มคืนต้นไม้ที่เคยมีบนภูเขา สร้างความเป็นอยู่ที่ดี ให้คนมีรายได้ เยียวยารักษาหรือเติมคืนการใช้ชีวิตร่วมกันของคนในชุมชน
จากการ “ตำหูกสู้เหมือง” ต่อกรกับอำนาจปนเปื้อนมลพิษจนปิดเหมืองได้ มาสู่การ “ตำหูกฟื้นฟูภูเขา” ที่ทำให้การทอผ้าเป็นบทเริ่มต้นสนทนาถึงคุณค่าในการเป็นเจ้าของป่าเขาและสิ่งที่ชุมชนอยากพัฒนาไปข้างหน้าร่วมกัน