ใครคือ The Other
คำหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อย ๆ คือ “คนชายขอบ”
ชายขอบ ไม่ได้หมายถึงชายแดน
หลักสูตร “คนชายขอบ” ของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ซึ่งพัฒนาโดย รศ.ดร. บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักวิชาการผู้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับคนไร้บ้าน โดยการลงไปใช้ชีวิตอย่างคนไร้บ้านจริง ๆ ในเมืองไทย (ปริญญาโท) และในฟิลิปปินส์ (ปริญญาเอก) นิยามคนชายขอบ (marginalized people) ว่า คือคนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา เพศ ช่วงวัย ฯลฯ ที่ถูกสังคมให้คุณค่าว่ามีสถานะด้อยกว่าคนอื่น ๆ และถูกเลือกปฏิบัติหรือถูกกีดกันจากการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร เช่น กลุ่มชาติพันธุ์คนไร้บ้าน คนจนเมือง แรงงานข้ามถิ่น ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ฯลฯ
อีกคำหนึ่งคือ “ประชากรกลุ่มเฉพาะ”
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นิยามว่า คือประชากรกลุ่มที่มีความเปราะบางและมีความเสี่ยงสูงจากการสูญเสียสุขภาวะมากกว่าประชาชนทั่วไป ตัวอย่างชัดเจน เมื่อครั้งโรคระบาดโควิด-๑๙ หรือภัยพิบัติน้ำท่วมภาคใต้ที่ผ่านมา กลุ่มผู้สูงอายุคือประชากรกลุ่มเฉพาะที่ต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตมากที่สุด
นอกจากผู้สูงอายุ ตัวอย่างประชากรกลุ่มเฉพาะอื่น ๆ เช่น คนพิการ LGBTQIA+ มุสลิม กลุ่มชาติพันธุ์ประชากรข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ คนไร้บ้าน ผู้ต้องขังหรือผู้พ้นโทษ ฯลฯ
ไม่ว่าจะเรียกว่าคนชายขอบหรือประชากรกลุ่มเฉพาะ พวกเขาต่างต้องตกอยู่ในสถานะ “ไร้ตัวตนเข้าไม่ถึง ถูกกีดกัน” จากสิทธิและสวัสดิการพื้นฐานของรัฐ จากการถูกปฏิเสธของคนในสังคม หรือถูกมองว่าไม่ใช่คนไทย อย่างในกรณีกลุ่มชาติพันธุ์หรือแรงงานข้ามชาติ
มุมมองหนึ่งที่ใช้ด้อยค่าพวกเขา คือความเข้าใจว่าพวกเขามีจำนวนน้อย เป็นชนกลุ่มน้อยของประชากรส่วนใหญ่
แต่หากดูสถิติประชากร (ข้อมูลปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘) จะพบความจริงที่ซ่อนอยู่
ประเทศไทยมีกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า ๖๐ กลุ่ม รวมประมาณ ๑๐ ล้านคน หรือ ๑ ใน ๗ ของประชากรประเทศ
แรงงานข้ามชาติ ๓.๓๕ ล้านคน
แรงงานนอกระบบ ๒๑.๑ ล้านคน (มากกว่าแรงงานในระบบที่มีอยู่ ๑๘.๙ ล้านคน)
คนพิการ ๒.๑๙ ล้านคน
ประชากรหลากหลายทางเพศ LGBTQIA+ ๑.๕๙ ล้านคน
มุสลิมราว ๓-๔ ล้านคน
รวมคร่าว ๆ แล้ว คนชายขอบ ประชากรกลุ่มเฉพาะ อาจมีราว ๒๐-๓๐ ล้านคน หรือราว ๑ ใน ๓ ของประชากรไทย
“The Other เสียงของความหลากหลาย” จึงเป็นหัวข้อที่ค่ายสารคดี ๒๐ หยิบยกขึ้นมาเป็นธีมการเรียนรู้ของนักสารคดีคนรุ่นใหม่ เพื่อสื่อสารเสียงของกลุ่มคนที่รัฐและสังคมไทยมองเห็นพวกเขาเป็น “คนอื่น”
หากเรายอมรับความจริงว่าดินแดนแห่งนี้ได้เปิดกว้าง โอบรับผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มาเนิ่นนานแล้วนับแต่อดีต จนเพียงเมื่อไม่ถึง ๑๐๐ ปีหลังนี่เอง จึงเกิดการปลูกฝังค่านิยมของ “ชาติไทย” “ความเป็นไทย” “คนไทย” ซึ่งกลายมาเป็นการปิดกั้นความหลากหลายของผู้คนต่าง ๆ ที่ดำรงอยู่ร่วมกันมานาน
และหากเราเปิดใจรับฟัง
เสียงของความหลากหลายจะเป็นพลังในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้ก้าวหน้า
บนความงดงามแห่งสันติภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีเท่าเทียมกัน